ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ยอดผลิตรวมลดลง รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) กำลังกลายเป็นความหวังใหม่และเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดอย่างแท้จริง ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยืนยันถึงเทรนด์ที่ชัดเจนนี้ด้วยตัวเลขที่น่าตกใจ: ยอดขายรถ BEV ในเดือนสิงหาคมพุ่งทะลุ 9,000 คัน สร้างสถิติใหม่ที่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่หันมาเปิดใจรับยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าครองส่วนแบ่งเกือบ 20% ของยอดขายรถทั้งหมด และตอกย้ำว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของยานยนต์แห่งอนาคตอย่างเต็มตัว
ตลาดในประเทศโตสวนทางกับยอดผลิตรวม
รายงานจากนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ระบุว่า แม้ยอดผลิตรถยนต์รวมในเดือนสิงหาคม 2568 จะลดลง 6.11% เหลือ 112,366 คัน เนื่องจากปัญหาการส่งออกที่ชะลอตัว แต่ตลาดในประเทศกลับมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมียอดขายรวม 47,622 คัน เพิ่มขึ้น 5.38% จากปีก่อน
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในประเทศคือการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่:
- รถยนต์ไฟฟ้า (BEV): ขายได้ 9,309 คัน เพิ่มขึ้น 27.49%
- รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV): ยอดขายเติบโตถึง 400%
- รถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (REEV): ยอดขายเติบโต 100%
- รถยนต์ไฮบริด (HEV): ยอดขายเพิ่มขึ้น 30.43%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยต่อรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก ซึ่งเข้ามาช่วยชดเชยยอดขายรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง
ยอดผลิต EV พุ่งทำสถิติใหม่
นอกเหนือจากยอดขายที่เติบโต การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในประเทศไทยก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน โดยมียอดผลิตสูงถึง 7,512 คัน ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2,034% จากปีก่อน ถือเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มผลิตรถยนต์ BEV อย่างจริงจัง ตัวเลขนี้ตอกย้ำถึงความพร้อมของไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค
ส.อ.ท. ชงแผนกู้วิกฤตรถกระบะ
ในขณะที่ตลาดรถยนต์นั่งกำลังเติบโตด้วยแรงหนุนจาก EV แต่ยอดขายรถกระบะยังคงน่าเป็นห่วง โดยลดลง 10.92% อย่างต่อเนื่องมานานกว่าสองปี เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อ ส.อ.ท. จึงได้เสนอแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อรัฐบาลใหม่ โดยให้จัดตั้งกองทุนค้ำประกันผลขาดทุนจากการยึดรถกระบะ มูลค่า 2,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินเพิ่มการปล่อยสินเชื่อเพื่อเพิ่มยอดขายรถกระบะให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด
ข้อเสนอของ ส.อ.ท. มีเป้าหมายเพื่อสร้างวงจรเศรษฐกิจเชิงบวก โดยรัฐบาลจะได้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าสูงกว่าเงินที่ต้องจ่ายในกองทุนค้ำประกัน นอกจากนี้ยังจะช่วยกระตุ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกิดการลงทุนและจ้างงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตอย่างยั่งยืน
ข้อมูลจาก ส.อ.ท. ประจำเดือนสิงหาคม 2568 เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ยอดผลิตโดยรวมลดลงจากปัญหาการส่งออก แต่ตลาดในประเทศกลับเติบโตด้วยการผลักดันของยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม วิกฤตในตลาดรถกระบะยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ ซึ่งต้องอาศัยมาตรการที่เหมาะสมจากภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหา และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมให้เติบโตต่อไปในอนาคต
ที่มา: สภาอุตสาหกรรม
